ในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง แม้ว่าจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก คงไม่เคยมีสักคนที่ไม่เคยมีอารมณ์เศร้าเสียใจ สำหรับพ่อแม่ สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็คงไม่ต่างกัน ก็คือ ไม่อยากเห็นลูกไม่มีความสุข ไม่อยากให้ลูกเศร้า ไม่อยากให้ลูกร้องไห้ ไม่อยากให้มีน้ำตา

ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงอารมณ์เศร้าเสียใจได้ เพราะชีวิตหนึ่งเกิดมาเป็นธรรมดาที่ต้องพบกับความผิดหวัง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ผิดหวังเสียใจจะต้องไม่มีความสุข อารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อผ่านมาก็จะผ่านไป เหมือนกับพายุฝนที่พัดมาแล้ว ท้องฟ้าสดใสก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่หลาย ๆ ครั้งเวลาที่เด็กร้องไห้มักจะมีคำพูดที่พ่อแม่พูดกับลูก ด้วยความหวังดี เพราะไม่อยากให้ลูกเสียใจเช่น

“หนูเป็นคนเก่ง หนูต้องไม่ร้องไห้”

“ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง ไม่มีน้ำตา”

“แม่ไม่เคยร้องไห้ให้คนอื่นเห็น ถ้าหนูเป็นลูกสาวแม่ก็ไม่อ่อนแอต้องเหมือนกัน”

แต่ความหวังดีที่อยากให้ลูกเข้มแข็ง ไม่อยากให้เสียใจ ในลักษณะนี้ ในความเป็นจริง อาจมีผลทำให้เด็กรู้สึกว่า พ่อแม่ไม่ยอมรับและเข้าใจความรู้สึกของเขา

ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทางบวก เช่น ดีใจ สนุก ตลก เบิกบาน หรือความรู้สึกทางลบ เช่น เศร้า เสียใจ โกรธ ไม่พอใจ น้อยใจ จริง ๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องมี สิ่งสำคัญ ไม่ใช่การหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงอารมณ์ด้านลบ แต่ควรจะยอมรับ ทำความเข้าใจ และเผชิญหน้า จัดการกับอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม สิ่งนี้แม้ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย เราจะเห็นตัวอย่างของคนหลาย ๆ คนในสังคมที่เมื่อเกิดอารมณ์ด้านลบแล้วไม่สามารถจัดการได้ เช่น คนที่โกรธแล้วทำร้ายข้าวของหรือทำร้ายคนอื่น คนที่เศร้าเสียใจจนทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตาย อย่างที่เราเห็นในข่าวบ่อย ๆ

ผู้ใหญ่ควรจะสอนให้เด็กเข้าใจว่าความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา และยอมรับได้ การที่คนเรายอมรับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านดี ไม่ดี เป็นสิ่งสำคัญที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความสุข เพราะแม้ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี เราต้องยอมรับได้ก่อนที่จะแก้ไขและปรับปรุง ถ้าไม่ยอมรับ มัวแต่หลบเลี่ยง ก็จะกลายเป็นคนเก็บกด จัดการตัวเองไม่ได้ วันดีคืนดี ก็อาจจะระเบิดอารมณ์ออกมา เป็นปัญหาพฤติกรรมต่าง ๆ

เด็กจะเรียนรู้จากตัวอย่าง ดังนั้นอย่างตัวของพ่อแม่เอง เมื่อมีความรู้สึกเศร้า เสียใจ ดีใจ มีความสุข ก่อนอื่น ผู้ใหญ่ต้องกล้าที่จะยอมรับความรู้สึกนั้น เช่น การบอกความรู้สึกตัวเองเป็นคำพูดง่าย ๆ เช่น “แม่เหนื่อยจังที่งานเยอะมาก ๆ วันนี้” “พ่อเสียใจที่มารับลูกไม่ทันเวลาเลิกเรียน” ไม่ผิดที่ผู้ใหญ่จะแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจให้ลูกรับรู้ ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก ๆ ต้องทำให้เด็กเห็นตัวอย่างของการจัดการความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เช่น โกรธได้ ก็ไม่ทำร้ายของ ไม่ทำรุนแรง หรือ เสียใจ อาจจะเศร้าได้ เสียน้ำตาบ้าง แต่ก็ไม่ทำร้ายตัวเอง เป็นต้น

ถ้าเด็กมีความรู้สึกบางอย่าง ผู้ใหญ่ต้องยอมรับความรู้สึกของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดี หรือไม่ดี ให้เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะดีใจ หรือบางครั้งอาจเศร้า เสียใจ อย่าใช้คำพูดบอกเด็กว่า “อย่าเสียใจ” หรือ “อย่าร้องไห้” เพราะจะเหมือนไม่ยอมรับ ถ้าเด็กเสียใจ ก็ปลอบใจ และ ให้กำลังใจเมื่อต้องการ ผู้ใหญ่อาจจะสะท้อนความรู้สึกเด็กเป็นคำพูด เช่น “ลูกคงจะผิดหวังมากที่สอบไม่ได้คะแนนดี จนทำให้ร้องไห้” เด็กก็จะเข้าใจความรู้สึกตัวเองที่เป็นอยู่ ว่า ใช่แล้ว ตอนนี้เรากำลัง ผิดหวัง และเสียใจ และ เขาก็จะรู้สึกว่า มันช่างดีเหลือเกิน ที่มีคนที่ไว้ใจอย่างพ่อหรือแม่ เข้าใจในความรู้สึกที่เขาเป็นอยู่

เมื่อเด็กได้รับความเข้าใจจากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด เขาจะสามารถเข้าใจความรู้สึกตัวเอง กล้าที่จะยอมรับมัน เมื่อยอมรับและรู้ตัว สิ่งต่อมาที่สำคัญมากกว่า ก็คือ การจัดการความรู้สึกที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นการจัดการที่เหมาะสมขึ้น

…โกรธได้ แต่รู้จักจัดการความโกรธ ไม่อาละวาด ไม่รุนแรง

…เสียใจได้ ร้องไห้ได้ แต่รู้จักจัดการกับน้ำตาที่เสียไป ไม่ฟูมฟาย ไม่โวยวาย จนเกินไปนัก

 

บทความโดย หมอมินบานเย็น

จากคอลัมน์ Doctor’s note นิตยสาร Mother&Care