Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

Author page: motherandcare

แนะนำคำพูดเปิดประเด็น เรื่องเลี้ยงลูก

เรื่องวิธีการเลี้ยงลูกนั้นเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ทำให้หลาย ๆ บ้านต้องพบกับความขัดแย้ง เนื่องจากความคิดความเชื่อและประสบการณ์ที่แตกต่าง คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงแบบนี้ คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายก็มีวิธีการเลี้ยงอีกแบบหนึ่ง หลายครั้งเราจึงพบว่าเด็ก ๆ เองก็สับสนกับข้อตกลงหรือกติกาในบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ก็ไม่สบายใจหรือบาดหมางใจกันทั้ง ๆ ที่ต่างก็รักลูกรักหลานเช่นเดียวกัน แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี เทคนิควิธีสื่อสารด้วยหัวใจ ในประเด็นเรื่องการเลี้ยงลูก 1. อย่างแรก คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าลูก (หลาน) คือ แก้วตาดวงใจของทุกคน ทุกคนไม่ว่าจะคุณพ่อคุณแม่หรือคุณตาคุณยายก็อยากจะดูแลให้ดีที่สุด แต่ความหมายของคาว่า “ดีที่สุด” ของแต่ละคนนั้นต่างกัน หากเราเข้าใจในเรื่องนี้เราจะมองเห็นความรักความเมตตาที่ทุกคนมีต่อลูกของเรา รวมทั้งตัวเราด้วย และนั่นคือสะพานหลักที่จะนาเราไปสู่โอกาสในการพูดคุยเรื่องวิธีการเลี้ยงลูกแบบไม่ขัดแย้ง 2. เลือกช่วงเวลาดีดีในการพูดคุยสื่อสาร เมื่อมีความคิดเห็น หรือวิธีการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกัน เราควรเริ่มพูดคุยเรื่องนี้เมื่อเราพร้อม ไม่โมโหหรือขุ่นเคืองใจ และเริ่มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายน่าจะพร้อม ประเด็นสำคัญคือเราไม่ควรพูดทันทีในที่เกิดเหตุ เช่น คุณยายห้ามป้อนข้าวน้องนะจะเสียนิสัย การพูด ณ ขณะนั้นแบบไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งตัวจะสร้างความรู้สึกถูกตาหนิ และอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งในครอบครัวได้ง่าย 3. เมื่อมีช่วงเวลาหรือโอกาสในการพูดคุย ให้สบตาคู่สนทนา พร้อมเกริ่นนาเล็กน้อย เทคนิคนี้เรียกกันว่า “การเคาะประตู” เป็นการสื่อสารเพื่อส่งสัญญาณให้คู่สนทนาของเราทราบว่า…

Read more

ปรับอารมณ์-ชีวิตเปลี่ยน

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันหรือไม่ว่า “ความมั่นคงทางอารมณ์” ของคุณพ่อคุณแม่นั้น ส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงทางอารมณ์เมื่อต้องรับมือกับความผิดหวังหรือเรื่องที่ไม่ได้ดังใจ เคยสังเกตตัวเองกันบ้างไหมว่า เวลาที่เราต้องรับมือกับความไม่ได้ดั่งใจ เวลาที่ลูกดื้อ เวลาที่ลูกไม่เชื่อฟัง เราจัดการกับเหตุการณ์นั้นด้วยอารมณ์แบบใด การรับมือกับความผิดด้วยความโกรธ พ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่รับมือกับความผิดของลูกด้วยอารมณ์โกรธและการลงโทษโดยปราศจากการสื่อสารที่ดี เมื่อเราโกรธลูก สิ่งที่สะท้อนกลับหรือผลลัพธ์ที่ได้จากลูกคือการต่อต้าน เราจะเห็นได้ว่าเมื่อพ่อแม่เสียงดัง ลูกมักจะอาละวาดและเสียงดังตามไป ยิ่งลูกเสียงดัง อารมณ์โกรธของคุณพ่อและคุณแม่ยิ่งพุ่งขึ้นถึงขีดสุด หลายครั้งจึงจบลงด้วยการตีหรือการทำให้ลูกหวาดกลัว แม้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อาจจะบังคับหรือยุติพฤติกรรม ณ ขณะนั้นของลูกได้ แต่ในระยะยาวเรากลับพบว่า การรับมือกับความผิดของลูกด้วยอารมณ์โกรธนั้น ไม่ได้ช่วยเสริมพัฒนาการหรือวินัยในตนเองให้แก่เด็กๆเลย แล้วเราควรทำอย่างไร เพื่อรับมือกับเรื่องนี้ พ่อและแม่ควรเข้าหาลูกด้วยความเข้าใจ = เปิดให้โอกาสเด็กๆคิดวิเคราะห์และตัดสินใจคุณพ่อและคุณแม่ควรหันมาปรับอารมณ์ของตนเองให้เย็นและมั่นคงขึ้น เมื่อลูกทำผิด จากเดิมที่เข้าหาด้วยความโกรธตำหนิติโทษ ลองแปรเปลี่ยนเป็นการเข้าหาลูกด้วยท่าทีที่เป็นมิตร เข้าอกเข้าใจ และพร้อมจะแนะนำหรือเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้คิดวิเคราะห์สิ่งที่ต้องทำด้วยตนเอง เช่น เมื่อลูกไม่ยอมเก็บของเล่นเข้าที่และมันระเกะระกะเต็มบ้าน ลองปรับเปลี่ยนจากการดุลูก “รีบเก็บเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นแม่จะทิ้งให้หมดไม่ต้องเล่นอีกแล้ว” ซึ่งเป็นการเข้าหาด้วยความโกรธและตำหนิติโทษ เป็น “แม่รู้ว่าลูกกำลังสนุกมากและมันยากมากที่ต้องหยุดเล่นตอนนี้ (เข้าใจความรู้สึก) แต่มันหมดเวลาแล้วล่ะ (บอกสถานการณ์ หรือโจทย์) ลูกคิดว่าเราจะทำยังไงดีกับของเล่นนี่ (กระตุ้นให้คิดวิเคราะห์) ” หรือ “เล่นมันสนุกมากเลยเนาะ…

Read more

พ่อแม่รังแกฉัน

ความรักที่พ่อและแม่มีให้กับลูกนั้น เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะอธิบายด้วยคำใดได้ แต่คุณพ่อคุณแม่เคยทราบกันบ้างหรือไม่ว่า บางครั้งเราก็ทำร้ายหรือรังแกลูกด้วยการแสดงออกถึงความรักหรือการทุ่มเทให้ความรักด้วยวิธีที่ผิดที่ผิดทางจนลูกของเราไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆที่เขาต้องเผชิญด้วยตัวเองตามวัยของเขาได้ อย่างที่ใครๆหลายคนเรียกว่า “พ่อแม่รักแกฉัน” วันนี้เรามาดูกันว่า พ่อแม่รังแกลูกด้วยวิธีใดได้บ้าง อย่ารังแกลูกด้วยการปล่อยให้ลูกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เด็กๆที่ถูกตามใจ ไม่เคยโดนขัดใจ เมื่อเรียกร้องต้องการหรืออยากได้อะไรจะใช้วิธีตั้งเงื่อนไขกับคุณพ่อคุณแม่ และคุณพ่อคุณแม่หลายท่านยินยอมที่จะทำตามเงื่อนไขนั้นๆเสมอๆ บางครั้งเพราะสงสารลูก บางครั้งเพื่อให้เรื่องราวๆต่างๆสงบลง เช่น เมื่อคุณแม่ขอให้ลูกรอคอยอะไรบางอย่าง ลูกอาจจะสร้างเงื่อนไข “ต้องซื้อของเล่นให้หนูนะ หนูถึงจะยอมนั่งรอสงบๆ” “ต้องซื้อเดี๋ยวนี้ หนูรอไม่ด้ายยย” เมื่อไม่ได้ของเล่นลูกจะอาละวาดโวยวาย และคุณพ่อคุณแม่ต้องยอมซื้อให้ในที่สุด เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เด็กๆจะคิดว่าทุกสิ่งในโลกนี้จะต้องได้อย่างที่เขาอยากได้ เขาจะไม่รู้จักคาว่ารอ และจะโวยวายอาละวาดเสมอเมื่อไม่ได้ดั่งใจ พ่อแม่หลายคนคิดว่าเมื่อเติบโตขึ้นนิสัยเช่นนี้จะหายไปเองแต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด แม้ว่าเมื่อเด็กๆโตขึ้นจะระงับตัวเองได้มากขึ้นตามวัย แต่วิธีคิดที่ถูกสั่งสมมานานว่าต้องได้อย่างที่ต้องการนั้นจะติดตัวเขาไป ถ้าไม่อยากรังแกลูกด้วยวิธีนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกการสร้างวินัยเชิงบวกให้ลูกๆของเรา อย่ารังแกลูก ด้วยการปกป้องลูกจากความผิดหวังทั้งปวง พ่อแม่หลายท่านไม่ยอมให้ลูกต้องพบกับความผิดหวังหรือเสียใจอะไรเลย เมื่อลูกอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่ ก็ยอมตามใจซื้อให้ หรือแม่บางครั้งไม่ยอมซื้อให้ แต่เมื่อลูกมาบอกว่าคนนั้นก็มีคนนี้ก็มีลูกหน้าจ๋อยเศร้าเสียใจ คุณพ่อคุณแม่ก็ใจอ่อนต้องยอมซื้อให้เสมอไป เพราะกลัวลูกจะผิดหวังเสียใจหรือไม่เท่าเทียมคนอื่นๆ การไม่ยอมให้ลูกได้พบกับความผิดหวังหรือเสียใจบ้าง จะทำให้เด็กๆขาดภูมิคุ้มกันในชีวิต เพราะเขาไม่รู้ว่าการผิดหวังสมหวังนั้นเป็นเรื่องธรรมดา และเมื่อเขาเติบโตขึ้น ต้องเจอกับเรื่องที่ยากมากขึ้น เขาจะสามารถรับมือกับความผิดหวังนั้นได้อย่างไร หากไม่เคยซ้อมมือมาเลย ดังนั้น หากไม่อยากรังแกลูก ต้องให้โอกาสลูกได้ฝึกฝนตนเองบ้าง ด้วยการยอมให้เขาผิดหวังในบ้างครั้ง ยอมให้เขาด้อยกว่าคนอื่นในบางคราว ฝึกให้เขาได้พยายามและเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง …

Read more

ลูกไม่พูดความจริง ทำยังไงดี

คุณพ่อและคุณแม่ทุกคนล้วนมีความตั้งใจที่เหมือนกันในเรื่องอยากให้ลูก ๆ เป็นเด็กดี สิ่งหนึ่งที่เรามักจะย้ำกับลูกเสมอ คือ มีอะไรให้บอกพ่อกับแม่ “พูดความจริงกับพ่อและแม่นะคะ” “อย่าโกหกนะครับลูก” แต่ดูเหมือนว่าการสร้างลูกให้เป็นเด็กดี พูดความจริงกับพ่อและแม่เสมอนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย คุณพ่อคุณแม่แทบทุกบ้านจึงต้องหาวิธีการในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ลูกไม่พูดความจริง หรือโกหกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี วิธีรับมือเมื่อลูกไม่พูดความจริง เมื่อลูกไม่พูดความจริงกับคุณพ่อคุณแม่ สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำ คือ การทบทวนและสำรวจตนเอง สำรวจวิธีการที่เราแสดงออกกับลูกเมื่อเขาทำในสิ่งที่ผิดพลาดไป อาทิ เมื่อลูกทำน้ำหก หรือทำขนมหกในบ้านหรือบนอุปกรณ์สำคัญ คุณพ่อคุณแม่มีวิธีการรับมืออย่างไร หากคุณพ่อคุณแม่รับมือด้วยอารมณ์โกรธ ลูกจะจดจาว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดคุณพ่อคุณแม่จะโกรธ หากเค้าบังเอิญทำผิดซ้ำและไม่อยากพบกับอารมณ์โกรธแบบนั้น เด็กจะเลือกวิธีโกหก ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่ระงับอารมณ์โกรธลงได้ พร้อมที่จะเข้าใจและชี้แนะให้เขาทาในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น “ลูกทำน้ำหกบนเอกสารคุณพ่อเสียแล้วล่ะ แม่รู้ว่าลูกไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษพ่อแล้วรีบไปเอาผ้ามาเช็ดพื้นตรงนี้เสียนะคะ” ลูกจะรับรู้ได้ว่า เมื่อเขาทำผิดพลาดไปพ่อและแม่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือและแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้เขา หากเขาทำผิดพลาดอีก (ซึ่งแน่นอนว่าต้องมี) เขาจะกล้าพูดความจริงกับพ่อและแม่ พร้อมกับกล้าที่จะรับผิดชอบต่อความผิดของตนเอง ซึ่งหากฝึกเสมอก็จะเป็นนิสัยประจำตัวของเขาต่อไป  ชื่นชมลูกเมื่อเขาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดลงไปได้ด้วยตัวเอง พ่อแม่หลายท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำใจกล่าวชมลูกเมื่อเขาทำผิด แต่เราไม่ได้โฟกัสที่การกระทำความผิดนั้น เราโฟกัสที่ความรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา ดังนั้น หากลูกทำน้ำหก เขามาบอกพ่อกับแม่และหาผ้าเช็ดน้ำนั้นเรียบร้อย คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกที่จะขอบคุณลูกเมื่อลูกพูดความจริง และชื่นชมที่เขารับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไปได้ดี แค่นี้ลูกก็จะมีความมั่นใจว่าพ่อกับแม่พร้อมจะรับฟังความจริงจากเขาเสมอ …

Read more

สื่อสารให้ลูกเข้าใจแบบไม่ต้อง “บ่น” กันเถอะ

มนุษย์ทั้งหลาย ไม่มากก็น้อยคงต้องเคยเจอข้อหา “ขี้บ่น” จากลูกๆ ใครไม่บ่นถือว่ายอดคน ยอดคุณแม่ เพราะในแต่ละวัน มีเรื่องราวมากมายที่ชวนให้คุณแม่ต้องหงุดหงิดใจ แต่คุณแม่อาจจะยังไม่รู้ว่า “การบ่น” ที่คุณแม่ต้องสูญเสียพลังงานมากมายมหาศาลในการพูดออกไปนั้น ไม่ได้ช่วยให้เด็กๆ (อันที่จริงก็ทุกวัย) มีพัฒนาการหรือรับรู้ความต้องการของคุณแม่ได้สักเท่าไหร่เลย ทาไมการบ่นจึงไม่ได้ผล เพราะการบ่นแตกต่างกับการเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้อย่างมาก ในเวลาที่เราบ่น เรามักจะพูดไปเรื่อยๆ จับโน่นโยงนี่เพื่อระบายออกซึ่งความรู้สึกหรืออารมณ์ไม่ได้อย่างใจของเรา ดังนั้นสารที่เราสื่อออกมาอย่างชัดเจนในการบ่นคือ “อารมณ์ไม่พอใจ” ในขณะที่เนื้อหาสาระนั้นผู้ฟังจะรับรู้ได้น้อยมากเพราะอารมณ์ขุ่นเคืองมันกลบความชัดเจนของเนื้อหา ลูกจึงรับรู้ได้ถึงอารมณ์ไม่พอใจมากกว่ารับรู้ถึงสิ่งที่คุณอยากให้เขาทาหรือฟัง นอกจากนี้ การบ่นมักจะเป็นการพูดซ้ำๆ ย้ำๆ วกวนและขาดความชัดเจน จะทำให้ลูกรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่รู้ว่าแม่ต้องการอะไร ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการหรือความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ ไม่บ่นแล้วให้ทำไง มาหาวิธีสื่อสารให้ลูกเข้าใจกันเถอะ สื่อสารด้วยความชัดเจน หากอยากให้ลูกทำอะไร ควรพูดกับเขาด้วยอารมณ์ปกติ และใช้ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ เพื่อสื่อสารให้เขาเข้าใจว่าแม่ต้องการให้เขาทำอะไร อย่างไร มันดีกว่าการบ่นร่ายยาว จนผู้ฟังสับสนเพราะเขาไม่รู้ว่าคุณกำลังต้องการให้ทำอะไร  เอาใจใส่และมีส่วนร่วมในการทำสิ่งนั้นๆกับลูก คุณแม่หลายท่านที่ต้องทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วยถึงเวลาก็บ่นให้ลูกไปทำโน่นนี่ โดยที่ตนเองนั้นไม่ได้หันไปมอง สบตา หรือชักชวนให้เด็กๆมาทำด้วย ซึ่งในเด็กเล็กนั้นการที่ขาดคนกระตุ้นอาจจะทำให้เขาขาดความกระตือรือร้นที่จะทำ ดังนั้น เมื่อคุณบอกให้ลูกเก็บของเล่น คุณต้องมองเขา สบตา ช่วยเขาเก็บและชวนให้เขาสนุกกับสิ่งที่คุณให้ทำ  สื่อสารด้วยน้าเสียงที่ปกติ น้าเสียงนั้นส่งผลต่อการรับรู้อย่างมาก…

Read more

เพราะพ่อแม่คือต้นแบบของลูก

คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยมากว่า “พร่ำสอนลูกไปมากมายทำไมลูกไม่จำหรือไม่ทำตามสักที” หลายคนคิดว่าที่ลูกไม่ทำตามคำสั่งสอนนั้นเป็นเพราะลูกนั้นดื้อ แล้วเคยคิดทบทวนบ้างไหมคะว่า ที่ว่าเด็กดื้อนั้น ดื้อเหมือนใคร ….คำตอบก็คือ เด็กๆดื้อเหมือนคนที่เลี้ยงดูเขามา เพราะไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพยายามพร่ำสอนลูกด้วยหลักการหรือหลักธรรมใดใด แต่สุดท้ายแล้วลูกจะนำเอา “วิธีการ” ที่เราใช้มาเป็น “รูปแบบ” ที่เด็กๆจะจดจำและนำไปใช้เป็นแบบอย่างเสมอ ทั้งวิธีการในด้านบวกและด้านลบยกตัวอย่างให้เห็นกันได้โดยง่าย เมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้สึกโกรธและต้องการให้ลูกหยุดพฤติกรรมที่กำลังทาอยู่ หลายครั้งที่พ่อแม่ตะคอกหรือส่งเสียงดังใส่ลูก และแน่นอนว่าลูกเองก็จดจาพฤติกรรมเช่นนั้นมาด้วย เมื่อเขาโกรธโมโหหรือต้องการให้คนรอบข้างหยุดพฤติกรรมต่างๆ เด็กๆจะตะคอก ตวาด เช่นเดียวกับเวลาที่คุณพ่อคุณแม่โมโหเช่นกัน ดังนั้น ต่อให้คุณพ่อคุณแม่เพียรสอนสั่งเท่าไหร่ว่าอย่าตวาดหรือส่งเสียงดังก็คงจะไม่ได้ผลแล้วจะทำอย่างไรถ้าพ่อแม่มีมุมที่ไม่โอเคอยู่บ้าง คนเป็นพ่อเป็นแม่จะโกรธลูกไม่ได้เลยหรือ โกรธหรือโมโหลูกแล้วจะต้องทำอย่างไร ลูกถึงจะได้ต้นแบบที่ดีไปเป็นแบบอย่าง นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของพ่อกับแม่ทุกคน ความโกรธนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นไม่แปลกที่คุณจะโกรธให้ลูกเห็น แต่มันจะดีกว่ามากหากคุณแสดงถึง “วิธีการจัดการความโกรธ” ให้เขาเห็นด้วย วิธีการที่ง่ายดายที่สุดคือ อย่าปล่อยให้ตัวเองอาละวาดเมื่อไหร่ที่คุณรู้ตัวว่ากาลังโกรธ ให้บอกเด็กๆไปว่า คุณกำลังโกรธและต้องการเวลาสักหน่อยเพื่อระงับอารมณ์โกรธนี้ ก่อนจะกลับมาจัดการกับปัญหาหรือคุยกับเขาอีกครั้ง “แม่กำลังรู้สึกโกรธมาก แม่อยากจะอยู่คนเดียวสักครู่ เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน” ด้วยวิธีการนี้ เด็กๆจะเรียนรู้ว่าความโกรธนั้นเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้กับทุกคน และคุณมีวิธีการจัดการความโกรธด้วยการขอเวลาเพื่อสงบอารมณ์ นอกจากจะได้เห็นวิธีการแล้ว เด็กๆจะเรียนรู้ด้วยว่าเขากำลังทาบางสิ่งให้แม่โกรธ และเขาจะเริ่มทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้แม่โกรธ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีนี้ โดยไม่ต้องพร่ำสอน ลูกๆจะเลียนแบบไปโดยอัตโนมัติ เขาจะเรียนรู้ที่จะสัมผัสกับอารมณ์ของตนเอง…

Read more

เด็กๆควรใช้เวลาอยู่หน้าจอเท่าไหร่ดี

ในยุคปัจจุบันดูเหมือนว่าเด็กกับสมาร์ทโฟนจะกลายเป็นของคู่กันอย่างหลักเลี่ยงได้ยาก พ่อแม่หลายบ้านที่อดใจไม่ไหวหยิบยื่นโทรศัพท์มือถือให้ลูกเพื่อแลกกับความสุขสงบ แลกกับการที่ลูกยอมทานอาหาร หรือแลกกับการทำภารกิจอื่นๆในชีวิตประจาวัน การปล่อยเด็กไว้กับจอทีวีหรือจอมือถือนั้นจะส่งผลเสียทั้งในด้านพัฒนาการของสมองและร่างกาย เหล่ากุมารแพทย์จึงต่างพากันออกมาเตือนถึงภัยของการใช้สมาร์ทโฟนที่มากเกินไปสาหรับวัยเด็ก โดยสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาประกาศไว้ว่า เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีไม่ควรใช้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคทุกชนิด เพราะเด็กจะขาดโอกาสพัฒนาทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แล้วเด็กที่มีอายุมากกว่า 2 ปีล่ะ จะใช้เวลาอยู่หน้าจอได้นานเท่าไหร่ถึงไม่อันตราย ในทางทฤษฎีนั้นเด็กที่มีอายุมากกว่า 2 ปี สามารถดูสมาร์ทโฟนหรือสื่ออิเลคทรอนิคก์ได้ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง/วัน แต่ถ้าพบว่าเด็กมีปัญหาด้านการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ควรงดการอยู่กับสื่อทันที และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังไม่มั่นใจว่า การอนุญาตให้ลูกดูทีวีหรือสมาร์ทโฟน 1-2 ชั่วโมงต่อวันนั้น ควรพิจารณาจากสิ่งใด อันที่จริงแล้วไม่มีข้อกาหนดที่ตายตัวในเรื่องนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณาได้จากตัวของเด็กๆเอง อาทิ หากเด็กในการดูแลของคุณสามารถทำตามกติกาหรือข้อตกลงของครอบครัวได้ดี มีสมาธิตามวัยและไม่พบปัญหาด้านการปฏิสัมพันธ์ คุณอาจจะอนุญาตให้เด็กๆดูทีวี หรือดูการ์ตูนได้ ครั้งละ 1 ชั่วโมง จานวน 2 ครั้ง /ต่อวัน หรือ 1 ชั่วโมง เพียง 1 ครั้ง/วัน โดยกำหนดวันที่เด็กสามารถดูทีวีหรืออยู่กับสมาร์ทโฟนได้ เช่น ทุกวันอาทิตย์ ทั้งนี้ไม่ควรให้เด็กๆอยู่กับหน้าจอเกินกว่า 1 ชั่วโมงต่อครั้ง เพราะอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งสุขภาพตา…

Read more

“จะทะเลาะกันตลอดไป หรือ จะฝึกลูกให้กำกับตนเอง”

มีพ่อแม่บ้านไหนที่ทะเลาะกับลูกแทบทุกวันบ้าง คิดว่าคงมีหลายบ้านเลยที่ต้องพบเจอกับสภาวะแบบนี้ ลูกไม่ยอมไม่อาบน้ำ ลูกไม่ยอมไปทานข้าว เรียกแล้วเรียกอีกก็ทำเป็นไม่ได้ยิน สุดท้ายเรื่องราวมักจบลงที่คุณพ่อคุณแม่โมโหและต้องบังคับใช้มาตรการต่างๆ ทั้งข่มขู่ ทั้งตัดสิทธิ์ หรือบางบ้านอาจจะถึงกับลงไม้ลงมือตีกันไปเบาเบา แม้สุดท้ายลูกจะยอมทำตามที่พ่อแม่สั่งหรือบังคับ แต่เราก็ต้องสูญเสียบรรยากาศดีดีในบ้านไป มันจะดีกว่านี้ไหม... หากเราสามารถฝึกวินัยเชิงบวกให้ลูกกำกับตนเองได้ จะฝึกลูกให้มีวินัยกากับตนเองได้ พ่อแม่ต้องทาอย่างไร การฝึกวินัยเชิงบวกให้กับลูกต้องเริ่มต้นที่ความตั้งใจอันแน่วแน่ของคุณพ่อและคุณแม่ เพราะการฝึกนั้นย่อมต้องใช้ระยะเวลา ทาซ้าและสม่าเสมอ คุณพ่อคุณแม่ควรกาหนดกติกาหรือกิจวัตรประจาวันที่ลูกต้องทาอย่างสม่าเสมอ และกากับให้เวลาเป็นไปตามนั้น หากลูกไม่ปฏิบัติหรือมีอาการงอแง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ทาความเข้าใจก่อนว่า นั่นเป็นเรื่องปกติตามวัยของเขา ซึ่งเราต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือ และเราจะถือเอาโอกาสนั้นในการฝึกเขา โดยการสื่อสารเชิงบวก ชวนลูกใช้สมองคิดอย่างใจเย็น วิธีรับมือเมื่อลูกไม่ทำตาม บอกเหตุผลกับลูกเพื่อฝึกสมองส่วนคิดวิเคราะห์ ในการบอกเหตุผลกับลูกนั้น ขอให้คุณพ่อคุณแม่มองหน้ามองตาและสื่อสารกับลูกด้วยท่าทีที่ปกติ เช่น เมื่อเราต้องการให้ลูกไปอาบน้ำ แทนที่เราจะบ่นว่า ว่าทำไมไม่ยอมมา แม่จะโมโหแล้วนะ เราควรพูดอธิบายถึงเหตุผลที่เขาต้องอาบน้ำในเวลานี้ เช่น เรากำหนดเวลาอ่านนิทานไว้สองทุ่ม หากลูกอาบน้ำช้า ลูกก็จะอดอ่านนิทานก่อนนอนนะคะ”  เปิดพื้นที่เพื่อรับฟังเหตุผลของลูก เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกมีตัวตนและได้บอกกล่าวถึงสิ่งที่เขาคิดเพื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์ เช่น ลูกอาจจะไม่อยากไปอาบน้ำตอนนี้เพราะมีเพื่อนมาเล่นด้วย และเพิ่งได้เล่นกับไปแป๊ปเดียว หากได้รับคำตอบที่คุณพ่อคุณแม่รู้สึกขัดใจ อย่าเพิ่งรีบโมโห ให้ลองสรุปสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากลูกตัดสินใจเช่นนั้นให้เขาฟังต่อไป  สรุปข้อมูลตามการตัดสินใจของลูกให้เขาฟัง เพื่อให้สมองส่วนคิดวิเคราะห์ของลูกทำงานง่ายขึ้น เช่น หากลูกไม่ไปอาบน้ำในเวลานี้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนลูกจะไม่ได้อ่านนิทาน หรือได้อ่านน้อยลงนะคะเพราะเวลาไม่เพียงพอแล้ว…

Read more

ลูกเป็นสมาธิสั้น

ในยุคปัจจุบันเราได้ยินเรื่องสมาธิสั้นกันจนคุ้นหู หากเด็กคนไหนซุกซน มีความจดจ่อต่อสิ่งที่ทำน้อย คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลว่าเอ๊ะลูกเราเป็นสมาธิสั้นหรือเปล่า คำว่า “สมาธิ” หรือจิตจดจ่อนั้น เกี่ยวข้องกับคำ 2 คำ คือ sustained attention หมายถึง การคงสมาธิจนงานสำเร็จ และ selective attention หรือการเลือกตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น (ตรงหน้า) ไม่วอกแวกตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นอื่น ในการทำงานให้บรรลุแล้วเสร็จหนึ่งขั้นตอนของเด็กๆนั้น ต้องอาศัยทั้ง 2 สิ่งนี้ นั่นคือมีจิตจดจ่อเพียงพอจะทำงานนั้นได้ และเมื่อมีสิ่งเร้าก็ไม่วอกแวกหรือถึงวอกแวกบ้างก็กลับมาจดจ่อจนทำงานสาเร็จได้ ตัวการที่ทำให้เด็กๆทำภารกิจ 2 สิ่งนี้ได้สำเร็จคือสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น สารสื่อประสาทในสมองจะขาดสมดุลของสารเคมี จึงทำให้วอกแวกง่ายและคงสมาธิจนงานสาเร็จไม่ได้ กรณีตัวอย่างเรื่องสมาธิในเด็กเล็กๆ เช่น เมื่อเขาได้รับมอบหมาย หรือมีภารกิจในการเก็บของเล่น จำนวน 10 ชิ้นลงในตระกร้า เด็กๆ จะเริ่มหยิบของเล่น 1 ชิ้นใส่ตระกร้าและตามด้วยชิ้นที่ 2 ...ชิ้นที่3 แต่หากสายตาของเขาเกิดหันไปเจอกับขนมหรือลูกกวาด เขาจะเลือกตอบสนองด้วยการเดินไปหยิบขนมมาทานโดยไม่สามารถทำภารกิจตรงหน้าได้สำเร็จ เพราะ เด็กเล็กๆ นั้นยังไม่ทราบว่าเขาจะเลือกตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น” (selective attention) ได้อย่างไร ความจดจ่อในการทำภารกิจ…

Read more

เมื่อลูกน้อยอยากแต่งหน้า ควรห้ามหรือตามใจดี?

ในขณะที่คุณแม่กำลังแต่งหน้า อาจจะมีลูกน้อยหน้าใสวัย 5 ขวบมายืนมองตาปริบๆ แล้วเอ่ยปากถามว่า “คุณแม่ขา หนูขอทาปากสีแดงๆ ได้ไหมคะ?” บรรดาคุณแม่ผู้เคร่งครัดอาจจะดุลูกเพราะไม่อยากให้ลูกทำอะไรที่เกินวัยดูไม่น่ารัก ทั้งที่จริงแล้วเป็นธรรมชาติของเด็กๆ ในวัยอยากรู้อยากเห็น ชอบทำตามผู้ใหญ่ และสนใจที่จะทดลองทำสิ่งต่างๆ คุณแม่ทั้งหลายอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าการแต่งหน้าสำหรับลูกน้อยเป็นเรื่องเหลวไหล และไม่ควรจำกัดจินตนาการของเด็กๆ ถ้าท่องไปในโลกโซเชี่ยลจะเห็นว่าบรรดาเมคอัพอาร์ทติสต์ โดยเฉพาะบิวตี้บล็อกเกอร์ เริ่มอายุน้อยลงเรื่อยๆ แทนที่จะกลุ้มใจและห้ามลูก มีวิธีและทางเลือกมากมายที่จะทำให้ทั้งลูกน้อยมีความสุขและปลอดภัยในการแต่งหน้าตั้งแต่เยาว์วัยเด็กๆ เริ่มแต่งหน้าได้เมื่ออายุเท่าไรดีมีงานวิจัยโดยผลิตภัณฑ์ขนตาปลอมยี่ห้อหนึ่งในประเทศอังกฤษได้สำรวจความคิดเห็นคุณแม่จำนวนกว่า 2,000 คน ซึ่งมีลูกสาวอายุต่ำกว่า 13 ปีอย่างน้อย 1 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการชอบแต่งหน้าของเด็กๆ พบว่า เด็กที่อายุน้อยที่สุดที่เริ่มใช้เครื่องสำอางคืออายุ 2 ขวบ และเป็นเพียงการทาเล็บให้มีสีสันสวยงาม สำหรับคุณแม่ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกสบายใจและยอมให้ลูกสาวแต่งหน้าเมื่ออายุ 5 ขวบ ซึ่งหมายถึงการแต่งหน้าที่ใช้เพียงแค่มาสคารา อายแชโดว์ และลิปสติกเท่านั้น แต่ถ้าเป็นการแต่งหน้าแบบเต็มสตรีมชนิดที่ใช้รองพื้นและเครื่องสำอางอื่นๆ คุณแม่บอกว่าขอให้ลูกโตอายุ 13 ปีขึ้นไปก่อนจะดีกว่า เลือกซื้อเครื่องสำอางอย่างไรจึงปลอดภัยต่อลูกรัก  เชื่อว่าคุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่ยอมให้ลูกน้อยแต่งหน้า แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ พอหันหลังเดินออกจากห้องไป กลับมาอีกทีจะพบว่า หน้าตาลูกน้อยเต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด เนื้อตัวเลอะเทอะ เพราะเด็กๆ…

Read more